คัมภีร์การเลือกสีสกรีนผ้า: เจาะลึก 4 นวัตกรรมสีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์เสื้อผ้า

1. สีจม (Water-Based Ink): ศิลปะแห่งความบางเบาและมินิมอล
สีจม หรือ Water-Based Ink คือสีที่มีน้ำเป็นตัวทำละลาย เนื้อสีมีความละเอียดสูงและโปร่งใส (Transparent)
คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี
สีชนิดนี้จะไม่ได้ "เคลือบ" อยู่บนผิวผ้าเหมือนแผ่นฟิล์ม แต่จะใช้วิธี "แทรกซึม" เข้าไปในช่องว่างระหว่างเส้นใยผ้า เมื่อสีแห้งสนิทและผ่านการอบความร้อน (Curing) เม็ดสีจะเข้าไปฝังตัวเป็นเนื้อเดียวกับผ้า
รายละเอียดเชิงลึก
Touch & Feel: ให้สัมผัสที่นุ่มนวลที่สุด (Super Soft Hand) หากหลับตาคลำคุณจะแทบแยกไม่ออกว่าบริเวณไหนคือผ้าเปล่าและบริเวณไหนคือลายสกรีน
Breathability: เนื่องจากสีไม่ปิดกั้นรูขุมขนของผ้า ทำให้ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม เหมาะกับเสื้อผ้าหน้าร้อนหรืองานสปอร์ต
Fabric Match: เหมาะที่สุดกับผ้า Cotton 100% สีอ่อน (ขาว, ครีม, เทาตุ่น)
ตัวอย่างการใช้งานอย่างละเอียด:
Case Study: เสื้อยืดลาย Vintage สำหรับคาเฟ่แนว Eco-Friendly หากคุณต้องการทำเสื้อพนักงานหรือของที่ระลึกให้คาเฟ่ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ การใช้สีจมสกรีนลายเส้นลายเส้นกราฟิกบางๆ ลงบนเสื้อสี Ivory จะช่วยให้เสื้อดู "แพง" ในแบบเรียบง่าย สีจะมีความฟุ้งเล็กน้อยดูเป็นงานคราฟต์ และที่สำคัญคือเมื่อซักไปเรื่อยๆ สีจะยิ่งดูเก๋าและคลาสสิก ไม่แตกเป็นแผ่นเหมือนสียาง
2. สีลอย (Opaque Water-Based Ink): ทางออกของความชัดเจนในราคามิตรภาพ
สีลอยถูกพัฒนาต่อยอดมาจากสีจม โดยมีการเพิ่ม "แป้ง" หรือเนื้อสีทึบแสงเข้าไปเพื่อให้สีสามารถเกาะตัวอยู่บนเส้นใยผ้าได้โดยไม่จมหายไปหมด
คุณสมบัติทางกายภาพ
เนื้อสีมีความหนืดมากกว่าสีจม มีความสามารถในการปกปิด (Opacity) สูงกว่า แต่ยังคงมีส่วนผสมของน้ำเป็นหลัก ทำให้ล้างบล็อกสกรีนได้ง่ายด้วยน้ำเปล่า
รายละเอียดเชิงลึก
Visual Appeal: สีจะดูสดใสและชัดเจนกว่าสีจม แม้จะสกรีนลงบนผ้าที่มีสีเข้มปานกลาง (เช่น ฟ้า, ชมพูเข้ม)
Durability: มีความทนทานต่อการซักสูง แต่หากสกรีนหนาเกินไปอาจเริ่มมีความสากมือ
Economic Value: เป็นสีที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในเชิงพาณิชย์ (Mass Production) เพราะราคาไม่สูงแต่ได้งานที่ดูเรียบร้อย
ตัวอย่างการใช้งานอย่างละเอียด:
Case Study: เสื้อกิจกรรมค่ายอาสา หรือเสื้อ Staff งานอีเวนต์ งานประเภทที่ต้องผลิตจำนวนมาก (เช่น 500-1,000 ตัว) และมีงบประมาณจำกัด แต่ต้องการให้โลโก้บริษัทโดดเด่นมองเห็นได้ไกลๆ การใช้สีลอยสกรีนลงบนผ้า Cotton เบอร์ 20 หรือ 32 จะช่วยให้สีสดชัดเจน ทนทานต่อการใช้งานหนักกลางแจ้ง และคุมต้นทุนการผลิตได้ดีกว่าการใช้สียางชนิดพรีเมียม
3. สียาง (Rubber Ink): ราชาแห่งวงการสกรีนเสื้อ Streetwear
สียาง (บางครั้งเรียกว่า Plastic Ink หรือ Water-Based Rubber) คือสีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะเหมือนเนื้อยางยืดหยุ่นได้
คุณสมบัติทางกายภาพ
เนื้อสีมีความเข้มข้นสูงมาก เมื่อสกรีนแล้วจะเกิดเป็นชั้นฟิล์มยางบางๆ เคลือบอยู่บนผิวผ้า มีคุณสมบัติทึบแสง 100%
รายละเอียดเชิงลึก
High Opacity: สามารถสกรีนทับลงบน "ผ้าสีดำ" หรือผ้าสีเข้มจัดได้โดยที่สีไม่เพี้ยน (เช่น สกรีนสีขาวลงบนผ้าดำ สีจะยังคงขาวจั๊ว)
Elasticity: มีความยืดหยุ่นสูงมาก ลายสกรีนสามารถยืดไปตามแรงดึงของผ้าได้โดยไม่ปริแตก
Texture: มีความเงาเล็กน้อยและสัมผัสได้ถึงความหนาของเลเยอร์สี
ตัวอย่างการใช้งานอย่างละเอียด:
Case Study: แบรนด์เสื้อผ้าแนว Streetwear และเสื้อฟุตบอล หากคุณกำลังทำแบรนด์เสื้อ Oversize สีดำที่มีลายกราฟิกขนาดใหญ่และมีสีสันฉูดฉาด (Neon) สียางคือทางเลือกเดียวที่ตอบโจทย์ เพราะจะให้สีที่อิ่ม (Vibrant) และคมชัด นอกจากนี้ยังนิยมใช้สกรีนเบอร์เสื้อกีฬาเพราะทนต่อการเสียดสีและการซักเครื่องได้ดีเยี่ยม
4. สีนูน (High Density / Puff Ink): เพิ่มมิติแห่งสัมผัส (Tactile Marketing)
สีนูนคืองานสกรีนระดับ Advance ที่ใช้สารเคมีประเภท Microcapsules ซึ่งจะขยายตัวเมื่อโดนความร้อน ทำให้ลายสกรีน "บวม" หรือ "นูน" ขึ้นมา
คุณสมบัติทางกายภาพ
เริ่มต้นจะมีลักษณะเหมือนสียางทั่วไป แต่เมื่อผ่านเครื่องอบผ้าที่ความร้อนประมาณ 150-160 องศาเซลเซียส สีจะฟูขึ้นมามีมิติความหนา (3D)
รายละเอียดเชิงลึก
Visual Dimension: สร้างความแปลกตาและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ทันที ลายจะดูหนาและนุ่มคล้ายโฟมหรือยางนูน
Focus Point: มักใช้กับส่วนที่สำคัญที่สุดของลายสกรีน เช่น ชื่อแบรนด์ หรือขอบตัวอักษรเพื่อสร้างความโดดเด่น
Technical Control: ต้องอาศัยช่างสกรีนที่มีความชำนาญสูงในการคุมอุณหภูมิ เพราะถ้าความร้อนไม่ถึงสีจะไม่นูน แต่ถ้าความร้อนสูงเกินไปสีจะยุบตัวหรือไหม้
ตัวอย่างการใช้งานอย่างละเอียด:
Case Study: เสื้อผ้าเด็กพรีเมียม หรือ Merchandise ของศิลปิน การสกรีนชื่อแบรนด์ด้วย "สีนูน" ลงบนหน้าอกเสื้อจะช่วยให้เสื้อตัวนั้นดูมีความเป็น Premium Edition มากขึ้น ในเชิงการตลาด นี่คือการใช้ Tactile Marketing หรือการตลาดผ่านการสัมผัส เมื่อลูกค้าลูบไปที่ลายสกรีนแล้วรู้สึกถึงความนูน จะเกิดการจดจำแบรนด์ได้ดีกว่างานสกรีนแบนๆ ทั่วไป