สีเกรดนักเรียน vs สีเกรดศิลปิน ต่างกันอย่างไร? คุ้มไหมที่จ่ายแพงกว่า | ร้านสมใจ

สีเกรดนักเรียน vs สีเกรดศิลปิน — ต่างกันตรงไหน คุ้มไหมที่จะจ่ายแพงกว่า?
ถ้าคุณเคยยืนงงอยู่หน้าชั้นสีในร้านเครื่องเขียน แล้วสังเกตว่าสีหลอดเดียวกันทำไมราคาต่างกันเป็นเท่าตัว — คำตอบอยู่ที่ ปริมาณ Pigment (เม็ดสี) ที่บรรจุอยู่ในแต่ละหลอดนั่นเอง
สีเกรดนักเรียน (Student Grade) มีสัดส่วนของ Pigment น้อยกว่า แต่มีสารยืดหรือสารตัวเติม (Filler) มากกว่า ทำให้สีซีดเร็ว ผสมสีแล้วได้โทนขุ่น และมักไม่ระบุชื่อ Pigment ที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ ราคาย่อมเยา
สีน้ำ: Sakura Koi, Reeves, Pentel, Renaissance, Marie's, Art Creation, ST (สยามตากศิลป์), Silpakorn Pradit, มาสเตอร์อาร์ต (Master Art)
สีน้ำมัน/สีอะคริลิก: Van Gogh, Winton (Winsor & Newton), Reeves, Marie's

สีเกรดศิลปิน (Artist Grade) มี Pigment เข้มข้นสูง ระบุรหัส Pigment ชัดเจน (เช่น PB29, PY150) มี Lightfast Rating สูงหมายความว่าสีจะไม่ซีดตามกาลเวลา และให้โทนสีที่สะอาดสวยงามเมื่อผสมกัน สีคุณภาพสูงสุด ผลิตจากผงสี (Pigment) ปริมาณสูง เนื้อสีเข้มข้น สีสดไม่ซีดจางง่าย ทนทานต่อแสง (Lightfastness) และมีความโปร่งใสหรือทึบแสงตามลักษณะจริงของผงสี เหมาะสำหรับมืออาชีพและผู้ที่ต้องการผลงานคุณภาพสูงและเก็บรักษาได้นาน
สีน้ำ (Watercolor): Daniel Smith, Holbein (HWC), ShinHan PWC, Sennelier, Winsor & Newton
สีน้ำมัน (Oil Color): Winsor & Newton (Artists' Oil), Gamblin, Sennelier
สีอะคริลิค (Acrylic): AB Art Color (Heavy Body), Golden, Winsor & Newton

ควรเลือกเกรดไหนให้เหมาะกับการใช้งาน?
หากยังอยู่ในช่วง ฝึกทักษะ การใช้สีเกรดนักเรียนเป็นทางเลือกที่ฉลาด เพราะประหยัดงบและยังเรียนรู้เทคนิคได้ครบถ้วน แต่ถ้าต้องการ งานที่ขายได้ ส่งประกวด หรือเก็บรักษาระยะยาว เกรดศิลปินจึงเป็นคำตอบที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
เคล็ดลับประหยัดงบ: เลือกซื้อสีเกรดศิลปินเฉพาะ 6–12 สีหลักที่ใช้บ่อย เช่น สีแดง Cadmium, น้ำเงิน Ultramarine, และเหลือง Hansa แล้วใช้เกรดนักเรียนสำหรับสีที่ต้องการปริมาณมากเป็นพิเศษ เช่น สีฉากหลังขนาดใหญ่


